วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ประเด็นร้อน 003! - พระทำร้ายทหารที่พุทธมณฑล ( 15 กพ. 59) จริงหรือ?

แฉภาพจริง พระล็อคคอทหาร เหตุไปห้ามการปะทะ เรื่องจากคนอยู่ในเหตุจริง ชี้ชัดว่าสื่อหลายสื่อมีการบิดเบือนกล่าวหาว่าพระใช้ความรุนแรง 

ดูเหตุการณ์เบื้องหน้า เบื้องหลังได้จาก BuddhaThailand
https://www.youtube.com/watch?v=d0NXfPUP9xw
แต่มีใครหารู้ไม่ว่า เหตุการณ์จริงนั้นคืออะไร ลองมาฟังให้ชัดดู ในเวลาประมาณ 8.30 น. ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2558 เครือข่ายสงฆ์ทั่วไทยนัดรวมตัวเพื่อการชุมนุมแสดงพลังขัดขวางแผนการสกัดขบวนการทำลายการสังฆมลฑล (คือคำสั่งให้ยุบมหาเถรสมาคม) แต่การชุมนุมดังกล่าว ถูกขัดขวางโดยเจ้าหน้าที่ทหารราว 50 นาย ปิดประตูทางเข้าพุทธมลฆล โดยการนำรถทหารมาจอดปิดกั้นทางเข้าเพื่อไม่ให้รถใดๆ เข้าไป พระจึงเข้าไปขอร้องหลายรอบ ส่วนชาวบ้านเองมาประชุมก็ถูกริดรอน ถูกข่มขู่ให้เอาบัตรประชาชนมาให้ทหารถ่ายรูป ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล



เมื่อถึงเวลาที่พระต้องฉันแต่อาหารไม่พอ พอรถจะมาส่งอาหารทหารกลับไม่ได้เข้า โดยทหารได้เอารถ GMC 3 คันมาจอดกั้น และทำการยึดใบขับขี่คนขับรถ จากการรุกราน ขัดขวางนั้น พระจึงขอร้องอีกทั้งพนมมือไปทางผู้ปิดทาง ...แต่ก็ยังไม่ยอมอีก ทำให้พระตัดสินใจเข้าไปช่วยกันย้ายรถทหารให้ออกไป (ภาพนี้ปรากฏออกสื่อ เพื่อเจตนาบิดเบือนมวลชนว่า พระใช้ความรุนแรง)

ความจริงในเหตุการณ์ มีทั้งภาพที่ทหารเริ่มทำร้ายพระ พระตอบโต้/ป้องกันทหาร และผู้ชุมนุมเริ่มเข้าผลักดันทหาร ...แต่ภาพข่าวที่ออกสื่อ ออกแต่เพียงภาพ พระตอบโต้ทหาร...เท่านั้น!

ซึ่งผู้อ่านคงเข้าใจสถานการณ์ในภาวะตึงเครียดเหล่านั้นได้ดีว่า ถ้าทุกฝ่ายๆ เริ่มใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา ผลจะออกมาเป็นเช่นไร!
เครดิตภาพจาก FB ชื่อ "

เมื่อรถทหารถูกนำออกไปแล้ว แต่ทหารก็ไม่ให้เข้าอีก จึงทำให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้เข้าร่วมชุมนุม ทำให้เกิดความชุลมุนขึ้นระหว่างทั้งพระ , ทหาร และผู้ร่วมชุมนุม ความจริง มีทั้งภาพที่ทหารเริ่มทำร้ายพระ พระตอบโต้/ป้องกันทหาร และผู้ชุมนุมเริ่มเข้าผลักดันทหาร ...แต่ภาพข่าวที่ออกสื่อ ออกแต่เพียงภาพ พระตอบโต้ทหาร...เท่านั้น! ซึ่งผู้อ่านคงเข้าใจสถานการณ์ ในภาวะตึงเครียดเหล่านั้นได้ดีว่า ถ้าทุกฝ่ายๆ เริ่มใช้อารมณ์ในการแก้ไขปัญหา ผลจะออกมาเป็นเช่นไร!

ทางพระก็เข้าไปช่วยเหลืออย่าให้ทหารรุมทำร้ายผู้เข้าร่วมชุมนุม โดยพระบางรูปใช้วิธีล็อคตัวทหารเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะที่รุนแรง จนเกิดภาพที่พระล็อคคอทหารออกมา ซึ่งเป็นแค่เพียงมุมหนึ่งที่นักข่าวพยายามนำเสนอออกสื่อ เพื่อสร้างให้เกิดภาพเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งนี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการขายข่าว และเรียก rating ตามสไตล์สื่อแบบไทยๆ


อ้างอิงภาพจาก http://protectdhamma.blogspot.com/2016/02/blog-post_15.html

แต่ภาพที่พระมาชุมนุมสวดมนต์ ชาวพุทธที่มาแสดงพลังอย่าสงบสันติ ไม่ได้ถูก
นำออกสื่อ โดยการชุมนุมแท้จริงเป้าหมายเพื่อชี้แจงความจริงเพื่อให้ประชาชนได้รู้ พร้อมทั้งร่วมแสดงความมุ่งมั่นที่จะนำศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ และมุ่งขจัดอำนาจที่ของรัฐและบุคคลบางคน ที่ทำตนเหนือกฎหมาย

มีคำถามนึงที่ผู้เขียนอยากฝากไว้คิด ถามว่าพุทธมลฑลนั้น สร้างเพื่อใคร ตอบชัดๆ ว่า สร้างเพื่อสงฆ์ ทำไมต้องมาริดรอนสิทธิ์ของพระมาสวดมนต์และประชุมโดยสันติ (อ้างอิงข้อความจาก Perapong Bennies โดยมีการขัดเกลาภาษาใหม่จากผู้เขียน)

สามารถอ่านบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับขบวนการทำลายพุทธจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามต่อได้ที่ http://protectdhamma.blogspot.com/2016/02/blog-post_17.html


วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

ประเด็นร้อน 001! - เรื่องลิขิตพระสังฆราช ต่อกรณีวัดพระธรรมกาย

เนื่องจากผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และไม่มีภูมิรู้พอที่จะบอกเล่าเรื่องดังกล่าว แต่อาศัยการรวบรวมจากข้อมูลหลายๆ แหล่ง และผมได้ไปพบแหล่งข้อมูลที่เขียนไว้เป็นกลางๆ ไว้ที่หนึ่ง จึงขอนำมาประชาสัมพันธ์ต่อดังนี้


ตอนแนะนำ จุดจบพระลิขิต-โดยทนายพระ

ตอนที่ 1  ลิขิตพระสังฆราช โดยทนายพระ

ตอนที่ 2 ลิขิตพระสังฆราช-โดยทนายพระ

ตอนที่ 3 ลิขิตพระสังฆราช-โดยทนายพระ

ตอนที่ 4 ลิขิตพระสังฆราช-โดยทนายพระ

ตอนที่ 5 ลิขิตพระสังฆราช-โดยทนายพระ

ตอนที่ 6 ลิขิตพระสังฆราช-โดยทนายพระ

คุณผู้อ่านที่สงสัย สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้เลยครับ คงใช้เวลาราว 30-45 นาทีในการอ่านบทความทั้งหมด แล้วคุณจะรู้ว่า มันเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และมีผลวงกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องการฟันธงว่า ผิดหรือถูก เพราะแนวทางการแก้ไขไม่ว่าผลจะลงเอยด้วยผิดหรือถูก มีผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างมากมาย

นอกจากนี้ผมยังได้พบอีกแหล่งข้อมูลหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเป็นพระมหาฯ  และมีความเกลียดชังต่อวัดพระธรรมกายอย่างยิ่ง (และพระรูปนี้ไม่เคยมาที่วัดฯ เพื่อพิสูจน์ความจริงนะครับ ได้แต่ฟังเขาเล่ามา ดูจากบทความที่ท่านเขียน) แต่ผมก็อยากจะนำ link ของท่านมาแปะไว้ เพราะคนอ่านที่เขามีปัญญา เขาก็จะสามารถนำข้อมูลที่ท่านเล่ามามาประติดประต่อเรื่องเองได้ เพราะข้อมูลของท่านก็มีประโยชน์และมีช่องโหว่ในอีกหลายๆ แง่ เพราะถ้าท่านพระมหาท่านนี้มีความเชื่อว่า เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายหลอกหลวงสังคม มันก็อาจจะถูกในมุมมองที่ท่านคิด บนพื้นฐานความรู้ที่ท่านมี

เพราะถ้าผมไปยืนฝั่งเดียวกับมุมท่าน ปรับโหมดความเชื่อไปในทิศทางเดียวกับท่าน มันก็มีเส้นบางๆ  ที่สะท้อนไปถึงผลประโยชน์ของวงการคณะสงฆ์ (บางรูป) ได้ แต่ก็อยู่ที่ว่า ท่านจะเลือกยืนอยู่ฝั่งนั้นตลอดพรรษาท่าน หรือ จะลองเดินข้ามฝั่งมาดูอีกมุมหนึ่งที่แตกต่าง! ถ้าสังคมไทยทำกันได้แบบนี้ ปัญหาขัดแย้งเรื่องกีฬาสี และความเชื่อที่แตกต่างก็จะลดลงไปมากทีเดียว

ท่องแดนแผ่นดินธรรม-ตอน-พระไชยบูลย์ปาราชิกแล้ว

สำหรับคนที่เป็นสารานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ก่อนเข้าไปคลิกที่ link ของท่านพระมหานี้ ต้องใช้ขันติบารมีอย่างยิ่ง เพราะคุณจะได้เห็นภาพล้อเลียน และจ้วงจาบหลวงพ่อธัมมชโย แต่ก็เชื่อผมเถอะครับ ขอให้อ่านครับ เลิกความคิดปิดกั้นใดๆ เพราะท่านจะได้มีข้อมูลหลายๆ ด้านมาใช้ประติดประต่อเรื่องราว ที่แสนซับซ้อนมากมาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ที่คุณจะเห็นภาพรวมและเรื่องราวความเป็นมาทั้งหมดได้ชัดขึ้น

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

ตอนที่ 3: สิ่งก่อสร้าง "มหาธรรมกายเจดีย์" ที่คนทั่วไปชอบล้อเลียนว่าเหมือน "จานบิน"

ก่อนอื่นต้องขอบอกกล่าวว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้สร้างจานบิน หรือมีความประสงค์ในการสร้างเจดีย์ให้ผิดเพี้ยนไปจากความเชื่อทางพุทธศาสนา หากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย เราจะพบว่ามีการสร้างสถูปสาญจีขึ้นเป็นลักษณะทรงกลมขึ้นมาก่อน ดังนั้นวัดฯ จึงไม่ใช่องค์กรแรกๆ ที่เริ่มต้นแนวคิดนี้

คนที่ทำงานด้านการออกแบบสถาปัตย์และวิศวกรรม ก็จะทราบปรัชญาพื้นฐานการออกแบบดีกว่า วัตถุทรงกลม คือรูปแบบที่ "ไร้กาลเวลา" ซึ่งมีความหมายถึง "ความเป็นอมตะ" แห่งการออกแบบนั่นเอง จึงถือเป็นเกียรติสูงสุดที่ใช้สิ่งก่อสร้างรูปทรงกลมแทนที่สัญลักษณ์คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคำสอนของพระองค์ท่าน เป็นอมตะวาจา ที่ประยุกต์ใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย



ภาพสถูปสาญจี ในเขต Raisen ของรัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย
อ้างอิงการการใช้ภาพจาก Maps Of India

สถูปสาญจี
 (อังกฤษ: Sanchi) คำว่า สาญจี คือ ชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ในเขต Raisen ของรัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 46 กิโลเมตร จากเมือง Bhopal และ 10 กิโลเมตรจากเมือง Vidisha ในส่วนกลางของรัฐมัธยประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานทางพระพุทธศาสนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 ถึงพุทธศตวรรษที่ 12 และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญในการแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ
มหาสถูปสาญจี คือ โครงสร้างหินเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งสร้างโดยคำสั่งของพระเจ้าอโศกมหาราช ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 แกนกลางของสถูป คือ โครงสร้างอิฐรูปครึ่งวงกลมที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ด้านบนของสถูปปัก ฉัตรวลี (ร่มหลายชั้นที่ปักอยู่บนยอดสถูป) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสำคัญของสถูปนี้ สถูปแห่งนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติและที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ ซุ้มประตูทั้ง 4 ด้านแกะสลักและตกแต่งอย่างหรูหรา และมีราวระเบียงล้อมรอบทั้งสถูป (อ้างอิงข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/สถูปสาญจี)


แนวคิดเริ่มต้นในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์


ภาพมหาธรรมกายเจดีย์ ในวันมาฆบูชาในทุกๆ ปี
จะมีการจุดโคมมาฆประทีบเพื่อระลึกนึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณอันไม่มีประมาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระราชภาวนาวิสุทธิ์(หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มีดำริที่จะสร้างพระเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ชาวโลกทั้งหลายได้เดินทางมาสักการบูชาอันจะเป็นที่มาแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย เมื่อชาวโลกได้ศึกษาและเข้าถึงวิชชาธรรมกาย เมื่อนั้นสันติสุขอันไพบูลย์จะบังเกิดขึ้นอย่างแท้จริงแก่มวลมนุษยชาติไปตราบนานแสนนาน

หลวงพ่อธัมมชโยทั้งคิดและค้นหาเป็นเวลานานว่า พระเจดีย์ที่จะสร้างควรมีรูปแบบอย่างไร ซึ่งในที่สุดได้พบว่า ควรจะมีรูปทรงที่ประมวลความเป็น

  • พุทธรัตนะ
  • ธรรมรัตนะ และ
  • สังฆรัตนะ

ซึ่งรวมไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น จึงมีส่วนยอดเป็นรูปทรงกลม มีฐานได้ ทรงกลมเป็นชั้นๆ และมีฐานวงแหวนขนาดใหญ่รายรอบอีก 2 ชั้น และให้ชื่อว่า"ธรรมกายเจดีย์"

เหตุที่ชื่อ "ธรรมกายเจดีย์" เพราะเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐาน พระธรรมกายประจำตัวของพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนนับล้านองค์อยู่รายรอบองค์เจดีย์ ทั้งด้านนอกและด้านในธรรมกายเจดีย์แห่งนี้จะเป็นที่เคารพสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เมื่อบุคคลใดได้ยินคำว่า "ธรรมกายเจดีย์" และเห็นภาพ "ธรรมกายเจดีย์" ย่อมจะตรึกระลึกนึกถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว อันจะเป็นที่พึ่งที่ระลึกถาวรติดตัวไปตราบเข้าสู่พระนิพพาน

ทำไมต้องสร้างมหาธรรมกายเจดีย์?


พิธีอันเชิญพระบรมพุทธเจ้าประดิษฐานลงบนโดม
ณ แกนกลาง มหาธรรมกายเจดีย์
วันมาฆบูชา 11 กุมภาพันธ์ 2541
ในวันนั้นมีผุ้มาร่วมในพิธีประมาณ 250,000 คน
ก่อนอื่นเราคงจะมาดูวัตถุประสงค์ของการสร้างเสียก่อน โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นั้น มีอยู่ด้วยกันหลักๆ 5 ข้อดังนี้


  1. เพื่อเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธทั่วโลก
  2. เพื่อยกย่องบูชาและเชิดชูพระพุทธศาสนาให้สูงเด่น
  3. เพื่อถ่ายท่อดความสมบูรณ์แห่งพระรัตนตรัย ให้ออกมาใน ลักษณะของรูปธรรม
  4. เพื่อเป็นสถานที่เผยแผ่พระสัทธรรมและวิธีปฏิบัติธรรมของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่ออนุชนรุ่นหลัง
  5. เพื่อเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวโลก 


กำหนดการก่อสร้าง(เดิม): เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 ถึงปีพ.ศ. 2541
เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างไปแล้ว ถัดไปผมขออนุญาตนำบทความ "ความสำคัญของธรรมกายเจดีย์ต่อชาวพุทธทั่วโลก" ที่เขียนโดยพระภาวนาวิริรยคุณ (รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) มาประกอบเหตุผลการสร้างธรรมกายเจดีย์ ซึ่งท่านเขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว (ส่วนคนที่สงสัยในวิธีการสร้างธรรมกายเจดีย์ ให้คลิ้กที่หัวข้อ "รายละเอียดการก่อสร้าง")

เรื่องย่อ ความสำคัญของธรรมกายเจดีย์ต่อชาวพุทธทั่วโลก ในบทความนี้จะยกตัวอย่างถึงปูชนียสถานใหญ่ๆ ในประเทศจีนและอินโดนีเซีย กล่าวถึงภาพรวมๆ ของพระพุทธศาสนาในอดีตซึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า การสร้างปูชนียสถานในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ใหญ่ๆ วัดใหญ่ๆ หรือพระพุทธรูปใหญ่ๆ ว่ามีความสำคัญอย่างไร 
สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอนาคตทั้งสิ้น ซึ่งบรรพบุรุพของชนชาติเหล่านี้ (รวมถึงไทย) ได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นมาเพื่อใช้ยกระดับจิตใจผู้คนขึ้นมา โดยใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ใช้ฝึกอบรมคนให้รู้จักธรรมะและรักษาศีล เขาเหล่านั้นต่างก็ได้สร้างให้เหมาะสมกับขนาดและกำลังทรัพย์ที่ผู้สร้างได้ศรัทธา ณ ขณะนั้น 
ในช่วงท้ายบทความได้ทิ้งแง่คิดไว้ว่า ปูชนียสถานของชาวพุทธในระดับประเทศและระดับโลกนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีใครเคยทำได้ และธรรมกายเจดีย์ที่พวกเรากำลังช่วยกันสร้างอยู่ในขณะนี้ ..คือคำตอบที่ชาวพุทธทั่วโลกกำลังรอคอย


ความสำคัญของธรรมกายเจดีย์ต่อชาวพุทธทั่วโลก

โดย พระภาวนาวิริยคุณ (รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย)

หลวงพ่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดใหญ่ๆ ในประเทศจีนมาหลายแห่ง เมื่อไปแล้วทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่า กลับมาประเทศไทยแล้วจะต้องหาทางเร่งสร้างธรรมกายเจดีย์ให้เสร็จขึ้นมาเร็วๆ ให้ได้ สาเหตุที่คิดอย่างนั้นก็เพราะว่าได้ไปเห็นประเทศจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมากมายมหาศาล แต่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง ประเทศจีนเข้าสู่ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ยุคนั้นฆ่ากันตายหมดไปประมาณสิบกว่าล้านคนนี่ถ้าประเทศอื่นฆ่ากันตายสักสิบล้านคนคงจะสูญชาติ แล้วศาสนาประจำชาติก็คงจะสูญไปด้วย แต่จีนตายไปสิบกว่าล้านคนยังไม่ถึงกับสูญชาติ เพราะเขามีคนมาก แต่ว่าสิ่งที่น่าคิดก็คือ

จากการที่บรรพบุรุณของชาวจีนในอดีต เคยสร้างวัดใหญ่ๆ เคยสร้างเจดีย์ใหญ่ๆ เคยสร้างสถานที่รวมใจชาวพุทธเอาไว้ เช่น พระพุทธรูป ซึ่งสร้างโดยวิธีแกะสลักลงไปบนภูเขา หน้าตักพระพุทธรูปบางองค์กว้างถึง ๗๐-๘๐ มตร หรือเกือบร้อยเมตร เขาทำไว้ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด พอมาถึงยุคนี้ หลวงจีนที่มีชิวิตหลงเหลืออยู่เริ่มกลับเข้าไปบูรณะวัดวาอารามเก่าๆ รัฐบาลจีนเองก็ได้คิดว่า ที่ตัวไปเป็นคอมมิวนิสต์แล้วทำลายพระพุทธศาสนาไปน่ะมันผิด ตอนนี้ก็กลับมาตั้งใจบำรุงพระพุทธศาสนาใหม่ โดยอาศัยหลักฐานความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาที่เคยมีอยู่ จากการที่ปู่ย่าตาทวดของชาวจีนได้สร้างสิ่งสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้นั่นเอง

พระพุทธรูปวัดเฟิงเสียน (FENGHSIEN) ที่แกะสลักจากภูเขาทั้งลูก อยู่ในมณฑลเหอน๋าน (Honan)
สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 494) เฉพาะองค์พระพุทธเจ้า(ตรงกลาง) มีความสูงถึง 85 ฟุต
ขนาดภาพทั้งหมดที่คุณเห็นจะมีขนาดกว้างราว 500 ฟุต ใช้เวลาสร้างราว 200 ปี
(สร้างเสร็จในปีพ.ศ. 676) นี่คือตัวอย่างแห่งความยิ่งใหญ่ที่หนึ่งของพุทธสถาน
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาต่อชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธในอดีต


ประเทศไทยเราไม่เคยเจอภัยสงครามหรือภัยการเมืองอย่างนั้น เราเลยไม่รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร เราไม่รู้หรอกว่าการที่มีศาสนสถาน ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ใหญ่ๆ วัดใหญ่ๆ พระพุทธรูปใหญ่ๆ ก็ตาม ล้วนมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนในแผ่นดินอย่างไร แม้ห้าสิบปีที่ผ่านมา ประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ห้ามประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาหรือศาสนาใดๆ ทั้งหมด แต่ว่าเนื่องจากเขาสร้างเจดีย์ใหญ่ๆ เขาสลักพระพุทธรูปใหญ่ๆ เอาไว้ที่ภูเขาริมแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ห้ามนับถือพระพุทธศาสนา แต่พอประชาชนนั่งเรือผ่านไปเขาก็หันซ้ายหันขวาถ้าไม่มีคนของราชการ เขาก็กราบพระกัน แต่พอเห็นคนในเครื่องแบบ ข้าราชการ เช่น ตำรวจ ทหาร ก็นั่งตัวตรงทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป

การที่ปู่ย่าตาทวดของชาวจีน ได้สร้างสิ่งสำคัญทางพระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างนี้ แม้จะมีภัยทางการเมืองบีบคั้น แต่ในที่สุดเขาก็สามารถที่จะแก้ไขกลับคืนมาได้ จนกระทั่งขณะนี้เข้าสู่ยุคช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในเมืองจีนกันใหม่อีกแล้วนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่ง เราคงจะเคยได้ยินว่า ในประเทศอินโดนีเซีย มีเจดีย์ในพระพุทธศาสนาอยู่องค์หนึ่ง เรียกกันว่า "บูโรบูโด" หรือบรมพุทโธ พระเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่ใหญ่มาก ถือ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่ง


"บูโรบูโด"(ฺBarabudur) หรือ "บุโรพุทโธ" ตามชื่อเรียกไทย ในศูนย์กลางของจาวา ประเทศอินโดนิเซีย
ตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กม.
สร้างขึ้นมระหว่างปี พ.ศ. 1293 - 1393 โดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร์  อ่านรายละเอียดต่อ
เมื่อประมาณ ๘๐๐ ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศอินโดนีเซียเคยเป็นประเทศนับถือพระพุทธศาสนา แต่แพ้ภัยการเมือง แพ้ภัยสงครามเนื่องจากชาวอิสลามจากอินเดียได้บุกเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียเข้าไปทำลายพระพุทธศาสนาที่นั่น รวมทั้งบรมพุทโธก็ถูกทำลายเสียหายไปเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องจากเป็นพระเจดีย์ใหญ่ ใหญ่กว่าพระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐมหลายสิบเท่า เพราะฉะนั้นแม้จะถูกทำลาย แต่ก็ยังมีพระพุทธรูปเหลืออยู่อีกจำนวนมากภาพสลักพุทธประวัติรอบพระเจดีย์ยังมีอีกมาก ทำให้เห็นร่องรอยของความเจริญทางพระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียในยุคสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน นี้คือความน่าอัศจรรย์ของการสร้างพระเจดีย์ใหญ่ๆ ไว้ในอดีต

ปัจจุบันได้มีการบูรณะพระเจดีย์องค์นี้กลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความร่วมมือของหลายๆ ฝ่าย และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ ทั้งๆ ที่อินโดนีเซียในปัจจุบันกลายเป็นเมืองอิสลามไปเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะนี้ชาวพุทธก็สามารถรวมตัวกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยถือเอาพระเจดีย์บรมพุทโธนี้เป็นศูนย์กลาง เมื่อถึงวันวิสาขบูชาพระภิกษุทั่วประเทศรวมทั้งพุทธศาสนิกชนในอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเดินทางหลั่งไหลกันมาที่พระเจดีย์บรมพุทโธนี้ เพื่อร่วมกันประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัย บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมๆ กัน จนถึงขนาดที่ว่า ทางรัฐบาลต้องประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดประจำชาติวันหนึ่ง จึงถือได้ว่า พระเจดีย์บรมพุทโธนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ชาวพุทธในอินโดนีเซียมารวมตัวกันใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย

นี่ถ้าในสมัยปู่ย่าตาทวดเขาไม่มีวิริยะอุตสาหะสร้างพระเจดีย์บรมพุทโธไว้ในแผ่นดิน ชาวอินโดนีเซียปัจจุบันจะไม่รู้เลยว่า ครั้งหนึ่งในอดีตบรรพบุรุษของเขาเองเป็นชาวพุทธ แต่เนื่องจากปู่ย่าตาทวดได้สร้างสิ่งนี้เอาไว้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ชาวอินโดนีเซียจึงตื่นตัวกลับมาช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศของเขาอีกครั้งหนึ่ง 

ตรงกันข้าม ในประเทศมาเลเซีย เพื่อนบ้านใกล้ชิดของเราซึ่งแต่เดิมก็เป็นเมืองพุทธเช่นเดียวกับเรา หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชัดว่าแต่เดิมประเทศมาเลเซียนับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ถูกภัยทางศาสนาคุกคามเขาก็เลยกลายเป็นประเทศอิสลามไป และเนื่องจากชาวพุทธในมาเลเซียไม่ได้สร้างสถานที่สำคัญๆ เอาไว้เหมือนกับประเทศจีนหรืออินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นจนบัดนี้แล้วการรวมกันเพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในมาเลเซีย จึงยังไม่สามารถทำได้ดีเท่าในสองประเทศที่กล่าวมา 

นี่คือภาพรวมๆ ของพระพุทธศาสนาในอดีต ซึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า การสร้างปูชนียสถานในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ใหญ่ๆ วัดใหญ่ๆ หรือพระพุทธรูปใหญ่ๆ สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอนาคตทั้งสิ้น 

คราวนี้ถ้าเราจะถามต่อไปว่า เมื่อรุ่นปู่ย่าตาทวดของคนจีนที่สร้างพระพุทธรูปหน้าตักเกือบร้อยเมตร หรือประเทศอินโดนีเซียที่เขาสร้างพระเจดีย์บรมพุทโธ รวมจนกระทั่งในประเทศอินเดีย เขาสร้างมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งมีพื้นที่คลุมเป็นจังหวัดๆ เพราะเขาเคยมีพระเป็นจำนวนหมื่นๆ รูปมาก่อน เขาสร้างสิ่งเหล่านี้กันขึ้นมาอย่างใหญ่โต


นี่เขามีข้อคิดอะไรหรือ...
รวยมากนักหรือ...
หรือไม่มีอะไรจะทำ...
เลยไปสร้างเอาไว้เปล่า...


ไม่ใช่เพราะรวยมากหรอก แต่ว่าใครก็ตาม เมื่อได้ศึกษาธรรมะกันมากเข้าๆ จะเกิดข้อคิดเหมือนๆ กันอยู่ข้อหนึ่งว่า คนเรานี่นะไม่ว่าคนชาติไหนศาสนาไหน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ทำมาหากิน แล้วตลอดวันก็ดิ้นรนต่อสู้กันไป แข่งขันกันประกอบอาชีพกันไป มีการดำเนินชีวิตที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย


ภาพถ่ายระยะใกล้บนบริเวณโดมยอดบนของ
มหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า
มีการประดิษฐานพระธรรมกายประจำตัว เรียกรายกันขึ้นไป

พอเห็นอย่างนี้ก็นึกเปรียบเทียบว่า แล้วเรานี่มันจะต่างกับสัตว์โลกชนิดอื่นอย่างไร หมูหมากาไก่ ข้างม้าวัวควาย เช้ามันก็ต้องออกหากินแล้วตกเย็นมันก็กลับรังนอน วงจรชีวิตของสัตว์เหล่านี้เป็นอย่างนี้ตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วถ้าชีวิตของคนเรายังออกหากินตอนเช้าแล้วกลับบ้านตอนเย็น เป็นอยู่เช่นนี้ โดยไม่คิดที่ยกใจตัวเองให้สูงขึ้นมา ชีวิตคนจะไม่ต่างจากชีวิตสัตว์เลย เพราะฉะนั้นชาวพุทธพอพิจารณาเรื่องนี้แล้วก็จะเห็น เหมือนๆ กันว่า มันถึงเวลาของเราแล้ว นอกจากทำมาหากินแล้ว ยังต้องหาทางยกใจให้นึกถึงบุญ ยกใจให้พ้นบาป คือนึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรม นึกถึงพระสงฆ์ นี่สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าถึงธรรมะในตัว อย่างน้อยก็ต้องนึกถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วจะทำให้ใจของเขาสูงขึ้นมา

เมื่อปูย่าตาทวดของชาวพุทธมีความคิดที่แตกต่างออกจากชาวโลกทั้งหลายว่า ไม่ใช่เอาแต่ทำมาหากินอย่างเดียว แต่ต้องหาทางยกใจให้สูงขึ้น ยกใจให้พ้นจากบาปให้มาเกาะเรื่องบุญแทนอย่างนี้ ท่านจึงได้ศึกษาค้นคว้าธรรมะ แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันจริงๆ จังๆ แต่ถ้าทำเพียงลำพังก็เอาตัวรอดได้เฉพาะตัวเอง ส่วนสมาชิกในครอบครัวหลายๆ คน อาจจะตามนึกตามคิดถึงคุณธรรมความดีเหล่านี้ยังไม่ได้ ดังนั้นห้องพระก็เกิดขึ้นในบ้าน ในแต่ละวันผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็นำสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เช้าขึ้นมาก็สวดมนต์ไหว้พระกัน บูชาข้าวพระกันเสร็จ แล้วใครจะไปทำงานทำการอะไรก็ทำกันไป

เมื่อทำกันอย่างนี้ทั้งครอบครัว ใจก็เป็นบุญเป็นกุศลกันทั้งครอบครัว ทีนี้ถ้าจะให้ใจเป็นบุญเป็นกุศลกันทั้งหมู่บ้านทั้งตำบล ปู่ย่าตาทวดก็เลยสร้างวัดกันขึ้นมา เป็นวัดสำหรับหมู่บ้าน วัดสำหรับตำบล พระเจดีย์สำหรับหมู่บ้าน พระเจดีย์สำหรับตำบลก็ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อที่จะยกใจของคนในหมู่บ้าน ยกใจของคนในตำบลให้มายึดมั่นในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในธรรมะของพระพุทธเจ้า ในพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย แต่ถ้าทำกันแบบตำบลมันก็ได้แบบตำบล แต่ถ้าจะทำในระดับจังหวัดก็อย่างที่เราเห็นกัน แต่ละจังหวัดก็จะมีวัดใหญ่ๆ ประจำจังหวัด แล้วก็มีการก่อสร้างโบสถ์ใหญ่ๆ มีศาลาใหญ่ๆ ไว้ประชุมคน แล้วก็มีเจดีย์ใหญ่ๆ เอาไว้ยกใจคนอีกเหมือนกัน โบราณท่านทำกันมาอย่างนี้

การที่ปู่ย่าตาทวดของเราได้เปิดแนวทางไว้ให้อย่างนี้ว่า "จะยกใจคนจำนวนมาก ก็จะต้องสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาให้ใหญ่ขึ้นไปตามลำดับ ให้พอเหมาะพอสมกับจำนวนคนที่จะมาใช้ประโยชน์" ถ้าจะสร้างวัดหรือศาสนสถานประจำหมู่บ้าน ก็ให้โตพอเหมาะกับหมู่บ้าน ถ้าจะสร้างไว้ประจำตำบล ก็ให้โตพอเหมาะกับตำบล ถ้าจะสร้างไว้ประจำอำเภอ ก็ต้องให้โตพอเหมาะกับอำเภอ ถ้าจะสร้างไว้ประจำจังหวัด ก็ต้องให้โตให้ใหญ่พอเหมาะกับจังหวัด คราวนี้ถ้าจะสร้างให้เป็นเครื่องยกใจของคนทั้งประเทศ ยกใจของคนทั้งโลก ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างให้ใหญ่เป็นเงาตามตัวขึ้นมา ใหญ่พอที่คนทั้งประเทศหรือชาวพุทธทั่วโลก เมื่อเห็นแล้วจะเกิดความเลื่อมใสนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ นึกถึงพระอรหันต์จำนวนพัน จำนวนหมื่น จำนวนแสน จำนวนล้าน ที่บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาได้ 

เมื่อคนหมู่มากได้มาเห็นปูชนียสถานอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปใหญ่ๆ จะเป็นวัดใหญ่ๆ หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เขาเหล่านั้นก็จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที ความคิดที่ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงธรรมะภายในตามพระพุทธเจ้าก็จะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างมากมายเพียงพอที่จะลงมือศึกษาธรรมะ ลงมือให้ทาน ลงมือรักษาศีล ลงมือนั่งสมาธิอย่างจริงจังอย่างนี้จึงจะนับว่าได้ผลอย่างเต็มที่

ศาสนสถานที่กล่าวถึงเช่นนี้ ยังไม่มีปรากฏขึ้นเลยในเมืองพุทธแห่งใดในโลก แม้จะมีบรมพุทโธในอินโดนีเซีย หรือมีพระพุทธเจ้ารูปหน้าตักกว้างเกือบร้อยเมตรในประเทศจีน แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นของเก่าทรุดโทรม อยู่ในสภาพที่ต้องบูรณะซ่อมแซมของใหม่ที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งนับวันจะมีมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่มีเลย แล้วจะรอให้ชาวพุทธในประเทศไหนมาลงมือทำละ ในขณะนี้ประเทศไหนๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ไม่มั่นคงเท่ากับประเทศไทย ถ้าชาวพุทธในประเทศไทยก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปหวังว่าจะให้ชาวพุทธประเทศอื่นเขาทำ เพราะความศรัทธาที่จะมาปฏิบัติธรรมอย่างเรา เขาก็ยังไม่มี ถ้าเราทำไม่ได้ ก็เท่ากับบอกว่า ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าจะเห็นสถานที่รวมใจของชาวพุทธในโลกนี้ เมื่อไม่มีที่รวมใจ โอกาสที่จะกระตุ้นเตือนให้ชาวพุทธทั่วโลกได้ตั้งใจย้อนกลับมาประพฤติปฏิบัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง มันก็จะหมดไปโดยปริยาย

ภาพแสดงพื้นที่โครงสร้างของมหาธรรมกายเจดีย์
คลิ้กเพื่อดูภาพที่ใหญ่ขึ้น

เพราะฉะนั้นหลวงพ่อขอฝากข้อคิดไว้กับพวกเราว่า ในการที่พวกเราได้ช่วยกันสร้างวัดพระธรรมกายมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งคิดสร้างพระธรรมกายเจดีย์ครั้งนี้ พวกเราไม่ได้คิดทำเพื่อคนใดคนหนึ่งเลย แต่คิดว่าจะทำให้ชาวพุทธทั่วโลกเกิดความเลื่อมใสศรัทธาที่จะมาตั้งใจปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้พ้นจากบาป จะได้พ้นจากทุกข์ จะได้บุญมากๆ ติดตัวไปก่อนที่จะลาโลก และการที่จะทำอย่างนี้ได้ ก็จะต้องมี ผู้นำบุญชักชวนคนมาช่วยกันทำงานใหญ่ มาสร้างธรรมกายเจดีย์กันในครั้งนี้

ถ้าพวกเราได้ช่วยกันสร้างธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จขึ้นมาได้ละก็อายุพระพุทธศาสนาก็จะยืนยาวต่อไปอีกนานแสนนาน มนุษยชาติจะมีโอกาสไปวรรค์ไปนิพพานอีกมากมาย และที่สำคัญ ตัวของเราเองจะได้มีโอกาสสร้างบุญใหญ่ เพียงแค่ใจของเรา คิดว่าเราจะสร้างธรรมกายเจดีย์ ใจก็เป็นบุญแล้ว ถ้าลงมือสร้างเองก็ดี ชักชวนคนอื่นมาร่วมสร้างก็ดี บุญของเราก็จะทับทวีขึ้นไปตามลำดับๆ บุญที่เราสร้างเอาไว้นี้ จะเป็นสมบัติติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ใช้กันไม่รู้จบ ปิดนรกให้เราชาตินี้ได้ เปิดสวรรค์ให้เราเมื่อละโลกไปแล้วก็ได้ แม้แต่ไปพระนิพพานก็ได้ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อก็ขอฝากความหวังในการสร้างธรรมกายเจดีย์ในครั้งนี้ไว้กับพวกเราทุกๆ คน

ขออำนาจบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน รวมทั้ง อำนาจบารมีธรรมของพวกเราที่สั่งสมอบรมมาดีแล้ว นับด้วยร้อยชาติ พันชาติ หมื่น ชาติ แสนชาติก็ดี และบารมีธรรมอันเกิดจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จลุล่วงไปก็ดี ขออำนาจบารมีธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จงประมวลรวมกันเข้าให้บังเกิดเป็นดวงบุญใสสว่างติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา ให้มีอานุภาพสามารถปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษได้โดยง่าย ให้มีอานุภาพสามารถไปตามผู้มีบุญทั้งหลายมาช่วยกันสร้างธรรมกายเดจีย์ให้สำเร็จลุล่วงได้โดยเร็วพลัน ไม่ว่าเราจะชักชวนเชื้อเชิญใครมาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ดี มาช่วยกันสร้างธรรมกายเจดีย์ก็ดี ก็ขอให้ท่านเหล่านั้นมีใจยินดีที่จะมาช่วยกันสร้าง มีใจอาจหาญร่าเริงที่จะไปช่วยบอกต่อๆ กันไป ไปช่วยกันยกใจชาวโลก ให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่ายดาย และตราบใดยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ขออำนาจผลบุญนี้ไม่ว่าเราจะเหยียบย่างไปถึงไหน ให้เป็นที่เคารพกราบไหว้ของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายตลอดไป และให้มีมหาสมบัติสำหรับสร้างบารมีบังเกิดขึ้นโดยง่ายไปทุกภพทุกชาติ ตราบวันเข้าสู่พระนิพพานเทอญ


วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 2: ปัญหาเรื่องที่ดินระหว่างวัดพระธรรมกาย และชาวนาในช่วงปี พ.ศ. 2527-2532

โดยภาพรวม อยากจะขอเล่าเรื่องย่อๆ ก่อนว่า ชาวนาในพื้นที่ 2000 ไรที่ มูลนิธิธรรมกาย ขอซื้อเพื่อให้เป็นสมบัติพระศาสนาของวัดพระธรรมกายนั้น มี 2 กลุ่ม

กลุ่มแรก เป็นชาวนาทั่วๆ ไป ใสซื่อ นิสัยดี มีความเข้าใจและทยอยออกจากพื้นที่เช่าแต่โดยดี โดยทางมูลนิธิธรรมกายได้จ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม ทั้งยังให้เงินช่วยเหลือเพิ่มด้วย (อ่านต่อใน link ท้ายบทความ บทสัมภาษณ์ท่าน โกสินทร์ เกษทอง ซึ่งท่านเคยเป็นนายอำเภอคลองหลวงในสมัยนั้น แต่ด้วยความซื่อตรงของท่าน จึงได้เลื่อนไปเป็นถึงผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยในท้ายสุด)

ส่วนกลุ่มที่สอง เป็นชาวนาหัวหมอ และหัวโจก ต้องการเรียกร้องค่าชดเชยจากวัดในอัตราราว 20-30 เท่าจากความเป็นจริง และได้สร้างมายาภาพ ให้ข้อมูลเท็จต่อสื่อมวลชน ทั้งยังได้ปั้นเรื่อง/แต่งเรื่องเท็จให้วัดมีภาพลักษณ์ที่ชั่วร้าย เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนทั่วไป

จากข้อกล่าวหาที่ว่า
- วัดพระธรรมกาย กว้านซื้อที่ดินหลายพันไร่ ในช่วงปี 2526 จนเกินความจำเป็น
- วัดพระธรรมกายโกงชาวนา ย่านลำลูกกา!
- วัดพระธรรมกาย ใช้รถแทรกเตอร์ไปไถ ไล่ที่ดินชาวนา!
- วัดพระธรรมกายใช้อิทธิพลขับไล่ชาวนา!
- ฯลฯ เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายที่เอาเปรียบชาวนา


แผนผังวัดพระธรรมกาย ณ ปีพ.ศ. 2551
 <<คลิ้กที่นี่เพื่อดูภาพขนาดใหญ่>>
ณ ปี พ.ศ. 2559 ตำแหน่งที่ 16
จากเดิมที่เป็นสภาธรรมกายหลังคาจาก
ได้เปลี่ยนเป็น อาคาร 100 ปีคุณยายฯ


ข้อกล่าวหาตามข้างบนเหล่านี้
ล้วนไม่มีความจริงทั้งสิ้น!


1. ข้อกล่าวหาที่ว่า มูลนิธิธรรมกาย ได้กว้านซื้อที่ดินถึง 4 - 6 พันไร่ เกินความจำเป็นที่จะสร้างเป็นธุดงคสถาน แท้จริงแล้ว โครงการสร้างธุดงคสถานของมูลนิธิธรรมกายนั้น มีโครงการเพียงประมาณ 2 พันไร่เท่านั้น เพื่อจะรองรับสาธุชนประมาณ 1 ล้านคน (ซึ่งปัจจุบันนี้มีงานบุญที่สาธุชนมาร่วมงานบุญครั้งละ 3 - 5 แสนคน เป็นประจำแทบทุกเดือน)และในการซื้อที่ดินครั้งนี้ก็ไม่ได้มีขนาดถึง 4 - 6 พันไร่แต่อย่างไร (ตามเอกสารสัญญาจะซื้อที่ดินลงวันที่ 10 มิถุนายน 2526)


2. ข้อกล่าวหาที่ว่า การซื้อขายที่นา ไม่ถูกต้องตามพรบ./โกงชาวนาย่านลำลูกา การเช่านาเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 รวมทั้งไม่ได้แจ้งให้ผู้เช่านาทราบก่อนล่วงหน้า  ในเรื่องนี้ข้อแท้จริงมีอยู่ว่าง ทางกองมรดกเจ้าของที่ดินดังกล่าว ได้ปฏิบัติตาม พรบ.ควบคุมการเช่านาเพื่อเกษตรกรรม มาตรา 53 คือได้แจ้งการขาย ราคา การชำระเงินให้ประธาน คชก. ตำบลคลองสองทราบ ซึ่ง ประธาน คชก. ตำบลก็ได้แจ้งต่อไปยังผู้เช่านา ตามขั้นตอนทางกฎหมายเรียบร้อยแล้ว

จากนั้น มูลนิธิธรรมกาย จึงได้ไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน จากเจ้าของที่ดินเมื่อวันที่ 10 และ 15 สิงหาคม 2527 โดยจดทะเบียนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด สาขาธัญบุรี ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้มูลนิธิธรรมกายได้ให้สิทธิ์ในการเช่านาแก่ผู้เฃ่านาเดิมให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดอายุสัญญาเช่าที่ชาวนาเคยทำไว้กับเจ้าของที่เดิม

3. ข้อกล่าวหาที่ว่า มูลนิธิธรรมกายจะนำรถแทรกเตอร์ไปไถ หากลูกนาไม่ยอมออกจากที่ดินภายในวันที่ 15 พ.ค. 2528 นั้นก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่ข้อแท้จริงคือ มูลนิธิธรรมกายได้แจ้งไปยังผู้เช่านาว่า ถ้าลูกนารายใดประสงค์จะเลิกการเช่านาก่อนครบสัญญาตามกฎหมาย (ซึ่งจะหมดสัญญาในปี 2529) ให้แจ้งมายังมูลนิธิเพื่อที่มูลนิธิธรรมกายจะจ่ายค่าทดแทนการเลิกเช่านาให้เป็นรายๆ ไป

ทั้งนี้จำนวนผู้เช่านาแปลงนี้มีทั้งสิ้น 32 ราย และในขณะนั้นได้มีผู้เช่านารับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้ว 7 ราย อีก 7 รายกำลังติดต่อขอเลิกการเช่า และจะรับเงินค่าทดแทน ยังเหลืออีก 18 ราย ที่ยังไม่ได้บอกเลิกการเช่านา มูลนิธิธรรมกายจึงได้ขยายเวลาในการบอกเลิกเช่านาไปให้ถึงวันที่ 15 พ.ค. 2528 (ตามเอกสารหนังสือมูลนิธิธรรมกายลงวันที่  10 กุมภาพันธ์ 2528 ที่ส่งไปยังอำเภอคลองหลวง)

ช่วยเหลือชาวนา
นอกจาก มูลนิธิธรรมกายจะไม่ได้มีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาแล้ว มูลนิธิธรรมกายยังได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เช่านาในขณะนั้นเป็นอย่างสูงด้วย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

เมื่อเริ่มโครงการสร้างธุดงคสถาน มูลนิธิธรรมกายได้ตระหนักยิ่งว่าย่อมมีผลกระทบต่อชาวนาที่เช่านาอยู่ก่อน จึงได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่อให้ความช่วยเหลือไว้ดังนี้

1) สำรวจสภาพฐานะของชาวนา พบว่า ชาวนาแต่ละครอบครัวมีหนี้สินอยู่ประมาณ 3 - 5 หมื่นบาท

2) หาทางปลดหนี้ให้ชาวนา โดยได้จ่ายค่าทดแทนการสละสิทธิ์เช่านาให้ชาวนาในอัตราส่วนที่สูงมาก คือ จ่ายให้ 2 แสน 1 หมื่นบาท ต่อผู้เช่านา 1 เส้น (30 ไร่)ซึ่งเป็นการจ่ายค่าทดแทนการเช่านาที่สูงที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้น

3) จัดหาที่อยู่ใหม่ให้ไม่ไกลจากเดิม โดยได้เตรียมการหาที่ดินไว้เพื่อให้ชาวนาดังกล่าวได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัย รวมทั้งสิ้น 70 ไร่ โดยห่างจากที่นาเดิมเพียง 4 กม. อยู่ในพื้นที่ตำบลเดียวกัน และยังอยู่ในเขตสุขาภิบาล มีถนนลาดยางอย่างดีผ่านที่ดิน การสาธารณูปโภคก็อยู่ในระดับที่ดีพอสมควร


  • โดยมูลนิธิธรรมกายได้วางหลักเกณฑ์ในการจัดที่ดินให้ชาวนาอยู่อาศัย ดังนี้
  1.  ตีราคาที่ดินไร่ละ 7 หมื่นบาท หมายความว่า ถ้าชาวนารายใดไม่ประสงค์จะรับเงินค่าทดแทนจำนวน 2 แสน 1 หมื่นบาทในข้อ 2 ก็จะได้รับกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 3 ไร่
  2. หากชาวนารายใดต้องการที่ดินอยู่อาศัยเพียง 1 ไร่ ก็จะได้รับค่าทดแทนเป็นเงินสดอีก 1 แสน 4 หมื่นบาท


4) เตรียมงานให้ทำ โดยมูลนิธิธรรมกายยินดีรับผู้เช่านาพร้อมทั้งสมาชิกในครอบครัวเข้าร่วมทำงาน ในโครงการธุดงคสถาน เพื่อจะได้มีงานทำ ซึ่งขณะนั้น ก็ได้รับชาวนาผู้เช่านาหลายรายเข้าทำงานแล้ว
ภาพหากิน ของสื่อมวลชน และคนที่เชื่อว่า
วัดพระธรรมกายเอาเปรียบชาวนาในสมัยนั้น
ลองคิดดูง่ายๆ ว่า ถ้าคนในชุดขาว(ที่เป็นคนเข้าวัดฯ)
ที่มีปืนเหน็บด้านหลังเป็นอันธพาลอย่างที่สื่อชอบกล่าวอ้างจริง
ในเมื่อมีการต่อสู้เกิดขึ้น จะเสียเวลาใช้ไม้พลอง เสียม จอบ 
ตอบโต้กับกลุ่มชาวนาแก๊งอันธพาลทำไม?
ผิดตรรกะและวิสัยของคนอันธพาล!
 ที่ต้องใช้อาวุธที่มีเข้าต่อสู้ในทันที

เรื่องเล่าจากคนที่เคยเข้าใจผิด
คุณปรัธยาน์ภรณ์ สงค์รอด ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี เล่าว่าเธอเคยมาวัดพระธรรมกายตั้งแต่ปี พ.ศ.2525 แล้วไม่ได้มาอีก เพราะเชื่อข้อมูลในทางลบ ซึ่งหนังสือพิมพ์ได้เคยเผยแพร่ผิดๆ เอาไว้ว่า วัดไปไล่ที่ชาวนา
ครั้นเดือนมกราคม พ.ศ.2538  มาปฏิบัติราชการในหน้าที่ประชาสัมพันธ์จังหวัดปทุมธานี ได้มาวัดพระธรรมกายบ้างเป็นบางครั้ง เวลาทางวัดมีกิจกรรมที่ต้องทำข่าว ได้มีโอกาสประสานงานกับนักข่าวภายในพื้นที่ของจังหวัดเกือบ 50 คน จึงพอได้ทราบความจริงของวัดในอดีต ทำให้แก้ความเข้าใจผิดเดิมลงได้
โดยเฉพาะคุณสามารถ จิตสว่าง นักข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และคุณสมบัติ ศิริเสรีวรรณ นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำจังหวัดปทุมธานี ให้ข้อมูลที่ถูกต้องว่า ความจริงเมื่อมีผู้บริจาคเงินซื้อที่ดินเพื่อขยายวัดในระยะแรกนั้น ทางวัดยังไม่ได้ใช้พื้นที่ จึงให้ผู้เช่านาซึ่งได้รับเงินค่าชดเชยแล้ว อยู่อาศัยไปก่อนชั่วคราว จนกว่าทางวัดจะต้องการใช้ที่ดินจึงให้โยกย้ายออก

ครั้นเวลาทางวัดต้องการใช้พื้นที่ ผู้เช่านาบางส่วนได้รับการปลุกปั่นยุยงจากคนภายนอก ให้เรียกร้องค่ารื้อถอนและอื่นๆ เพิ่มเติมจากเงื่อนไขเดิมที่ทำไว้ เมื่อไม่ได้ตามที่คิด พวกยุยงที่ได้รับการจ้างวานมาให้ทำลายวัดเพื่อผลประโยชน์ของตน ก็ยุพวกอดีตผู้เช่านา ให้ทำเรื่องราวต่างๆ เพื่อให้ร้ายวัดขึ้นมา

สื่อมวลชนในยุคนั้นไม่ได้สืบสวนให้รอบคอบเสียก่อน พากันประโคมข่าวซึ่งเป็นข้อเท็จทั้งหมด ทางวัดเป็นฝ่ายพระศาสนา ไม่มีโอกาสชี้แจง จึงถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ อยู่เป็นเวลายาวนาน แม้กระทั่งมีการฟ้องร้องเป็นคดีขึ้นศาล ซึ่งศาลได้ตัดสินให้ทางวัดชนะความ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงเชื่อข่าวเดิมๆ อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้หมดโอกาสทำบุญใหญ่ไปตามๆ กัน 



อ้างอิงจาก
1. http://www.atriumtech.com/cgi-bin/hilightcgi?Home=/home/InterWeb2000&File=/home2/searchdata/Forums2/http/www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y6244790/Y6244790.html

2. สัมภาษณ์ท่านโกสินทร์ เกษทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย เผย "จุดที่ทำให้คนเข้าใจวัดผิดมาจนถึงทุกวันนี้...!!" ในบทสัมภาษณ์ของท่าน บอกถึงชื่อหัวโจกชาวนา การเอาเปรียบ โก่งราคาค่าที่ดินจากวัด สร้างภาพ และให้ข้อมูลเท็จกับสื่อมวลชน และรายละเอียดอย่างเป็นขั้นเป็นตอนในการขอให้ชาวนาออกจากพื้นที่ อย่างถูกกฏหมาย(ชาวนาเหล่านี้เป็นเพียงผู้เช่าที่เท่านั้น ไม่ได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามที่ข่าวหรือสื่อสารมวลชน ที่อ้างมั่วกันในสมัยนั้น)

3. เรื่องที่ 83 เกือบจะสายเกินไป จากหนังสืออานุภาพพระมหาสิริราชธาตุเล่มที่ 10

วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตอนที่ 1: ภาพรวม ทำไมวัดพระธรรมกายถึงมักถูกโจมตีและถูกให้ร้าย?

(ปรับปรุงเนื้อหาเพิ่มเติม 14 ธค. 59)
ตั้งแต่ข่าว การใช้ทุกวิถีทางที่จะบีบให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย หรือ หลวงพ่อธัมมชโย ให้ขาดจากความเป็นพระ หรือ ปาราชิก เรื่อยมาจนถึง ข่าวเรื่องรถเบ๊นซ์ของ สมเด็จช่วงฯ (เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ในฐานะพระอุปัชฌาย์ ของหลวงพ่อธัมมชโย) ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนั้น มีที่มาที่แสนยาวนานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ที่มีความพยายามจะล้ม วัดพระธรรมกายให้ได้

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลนั้น มีที่มาที่แสนยาวนานตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ที่มีความพยายามจะล้ม วัดพระธรรมกายให้ได้
ภาพการก่อสร้างวัดพระธรรมกายในราวปี พ.ศ. 2520-2523 อ่านประวัติการสร้างวัดพระธรรมกายแบบย่อได้ที่
http://www.dhammakaya.net/รู้จักเรา/ประวัติความเป็นมา

ตำนานอคติ 1: ยุคที่วัดถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งซ่องสุมคอมมิวนิสต์
ความเชื่อของนักการเมือง ทหารระดับนายพลผู้มีอำนาจ ในยุคนั้น (พ.ศ. 2519-2525) มักมีความเชื่อว่าวัดพระธรรมกายคือแหล่งซ่องสุมของพรรคคอมมิวนิวส์ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีผู้คนใส่ชุดขาวเดินทางเข้ามามาก เป็นวัดที่สามารถชักจูงคนเข้าวัดได้มาก ซึ่งมีหลายพันคนในวันอาทิตย์ รวมถึงในงานพิธีสำคัญๆ ของวัด

วัดในยุคนั้น ไม่ว่าว่าจะเป็นวัดใหญ่แค่ไหน หากไม่ใช่ช่วงที่มีพิธีสำคัญทางศาสนา ก็จะมีคนสนใจเข้าวัดเพียงหลักร้อยเท่่านั้น ดังนั้นการที่วัดพระธรรมกายสามารถจูงใจให้คนเข้าวัดได้ในระดับหลักพัน จนถึงทะลุถึงหลักหมื่นคน ย่อมเป็นเรื่องที่ถูกจับตา โดยนักการเมือง และสถาบันความมั่นคงของรัฐ

นอกจากนี้ทางหลวงพ่อธัมมชโยเอง ก็ไม่เคยมีแนวคิดยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่านักการเมือง นายทหาร หน้าอิน หน้าพรหม หรือจะใหญ่มาจากไหน มาเข้ามาพบ และชักจูงหลวงพ่อฯ ให้เข้าเป็นฝ่าย หลวงพ่อท่านก็ไม่เคยสนใจ  และจุดนี้เองก็ทำให้วัดพระธรรมกายได้รับอคติในทางลบๆ จากผู้มีอำนาจเหล่านั้นเป็นต้นมา

และเพราะจากข้อกล่าวหาว่าวัดฯ เป็นคอมมิวนิสต์นี้เอง บรรดาพ่อค้า นักธุรกิจ ผู้คนในยุคนั้น ยุคที่ข่าวสารยังถูกควบคุมโดยรัฐบาล (ปัจจุบันเปลี่ยนมาถูกควบคุมโดยนายทุน) ผู้ที่ตกข่าว ผู้ที่ไม่เคยมาวัด ก็ฟังข่าวลือ และมีอคติความเชื่อถือกับวัดพระธรรมกายในทางลบๆ เรื่อยมา

ในช่วงเวลาราวปี พ.ศ. 2525-2530 ได้มีเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานความมั่นคงรัฐ ได้แฝงตัวเข้ามาปะปนกับคนวัด เพื่อตรวจสอบ และสืบหาร่องรองต่างๆ ต่างก็พบว่า ข่าวการซ่องสุมคอมมิวนิสต์ "ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างไร "

พอเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้น ได้เข้าใจความเป็นจริง ประกอบกับการพบเห็นความเป็นระบระเบียบ รวมถึงความสะอาดของวัด และมารยาทที่ดีงามของคนวัดในยุคนั้น เขาก็เริ่มศรัทธาและชักจูงเพื่อนสนิท ญาติมิตรให้เข้ามาปฏิบัติธรรมเพิ่มมากขึ้น

ตำนานอคติ 2: โกงพื้นที่ชาวนา ...มาสร้างวัด
ความเชื่อผิดๆ จากผข่าวที่บิดเบือนของสือมวลชนที่นำออกเผยแพร่ข่าวในช่วงปีพ.ศ.  2529-2532  สร้างความคลางแคลงใจให้กับหลายๆ คนจนถึงทุกวันนี้ ว่าวัดโกงพื้นที่ชาวนา เอาเปรียบชาวนาเป็นต้น แต่ความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่

จุดเริ่มต้นของการขยายพื้นที่วัดพระธรรมกาย เริ่มมาจากในปี พ.ศ. 2527 เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีสาธุชนมาที่วัดพระธรรมกายครั้งละประมาณ 20,000 คน ทำให้พื้นที่วัดพระธรรมกาย 196 ไร่เดิม คับแคบไปถนัดใจ มีสาธุชนกลุ่มหนึ่ง เสนอความเห็นว่า ควรจะขยายพื้นที่ออกไปอีก จึงได้ให้มูลนิธิธรรมกายเข้ามาดำเนินการ เพื่อเตรียมงบจัดซื้อพื้นที่ประมาณ  2,000 ไร่เศษในบริเวณที่ติดกับพื้นที่ 196 ไร่เดิมของวัด เพื่อเตรียมเป็นสมบัติคู่พระพุทธศาสนาในภายภาคหน้า


ข่าวที่บิดเบือนของสือมวลชนที่นำออกเผยแพร่ข่าวในช่วงปีพ.ศ.  2529-2532 สร้างความคลางแคลงใจให้กับหลายๆ คนจนถึงทุกวันนี้ ว่าวัดโกงพื้นที่ชาวนา เอาเปรียบชาวนาเป็นต้น แต่ความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่!
หากวัดพระธรรมกาย นับตั้งแต่เจ้าอาวาส ยันถึงพระลูกวัด รวมถึงเจ้าหน้าที่มีจิตอกุศล ต้องการโกงพื้นที่ชาวนาแบบที่ข่าวชอบกล่าวอ้างจริง  แล้วภาพแบบนี้ ภาพที่คนใส่ชุดขาวนับหมื่นคนมานั่งสมาธิกลั่นแผ่นดินให้บริสุทธ์ ในปลายปี พ.ศ. 2537 จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ส่วนคนอ่านที่ชอบมาอ้างว่าเป็นภาพเทคนิค photoshop  คำแนะนำสำหรับผม คงไม่มีอะไร นอกจากแนะนำให้ท่านไปพิสูจน์ด้วยตนเองดีกว่าครับ! 

และกว่าจะได้พื้นที่ 2,000 ไร่นี้ ก็มีความยากลำบากแสนเข็ญ ตั้งแต่การมีปัญหากับชาวนาหัวโจกในบริเวณนั้น ที่บุกเผาและทำลายสิ่งของมากมายในวัด แต่ภาพสื่อที่หนังสือพิมพ์ที่มุ่งทำลายวัดพระธรรมกายพาดหัวข่าว กลับเป็นภาพพระ/อุบาสกพกปืนไรเฟิล เพื่อขู่ชาวนา บิดเบือนข้อเท็จจริง สร้างภาพเสียๆ ให้วัดพระธรรมกาย

ในขณะที่ความเป็นจริง การพกปืนของคนในวัดฯ  เพียงเพื่อเป็นการป้องปราม จากกลุ่มแก๊งอันธพาลของหัวโจกละแวกนั้น  ไม่ให้มาทำร้ายพระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกาภายในวัด


ความป่าเถื่อนของกลุ่มอันธพาลหัวโจกเหล่านั้น มีมากจนเกินกว่าจะใช้วิธีเจรจา หรือ สันติอหิงสากับคนใจบาปเหล่านี้ไหว  ทุกครั้งที่มีการรวมกลุ่มอันธพาลเตรียมบุกวัด ก็จะมีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อปรามให้เกิดความกลัว คนใจบาปเหล่านั้นจึงทยอยถอยออกไป


เพราะในหลายๆ เหตุการณ์ตั้งแต่มีปัญหาเรื่องที่ดิน ทั้งพระภิกษุ อุบาสก และอุบาสิกา ภายในวัด มักถูกทำร้าย ผู้มาวัดบางคนที่เป็นชาวบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ ผู้หญิงและคนแก่ ก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บตามไปด้วย เคยมีครั้งที่หนักจนถึงบาดเจ็บสาหัส ต้องช่วยกันหามส่งโรงพยาบาล


ความป่าเถื่อนของกลุ่มอันธพาลหัวโจกเหล่านั้น มีมากจนเกินกว่าจะใช้วิธีเจรจา หรือ สันติอหิงสากับคนใจบาปเหล่านี้ไหว และเพื่อป้องกันลดความเหิมเกริมของอันธพาลเหล่านี้ ทั้งพระและอุบาสก จึงต้องหาวิธีป้องปราม ทุกครั้งที่มีการรวมกลุ่มอันธพาลเตรียมบุกวัด หรือลอบเข้ามาในวัดเพื่อเตรียมทำร้ายคนในวัด ก็จะมีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อปรามให้เกิดความกลัว คนใจบาปเหล่านั้นจึงทยอยถอยออกไป

นอกจากปัญหาพิพาทกับแก๊งหัวโจกชาวนาแล้ว ยังมีปัญหาความโลภของเจ้าของที่เดิมเสริมอีกด้วย ชาวนาส่วนใหญ่ในระแวกนั้นราว 95% ให้ความร่วมมือกับวัดฯ ด้วยดี เพราะหลวงพ่อธัมมชโย ท่านเมตตาโดยจ่ายค่าชดเชยในการรื้อย้ายบ้านแต่ละหลังแก่ชาวนาเฉลี่ย 1-2 แสนบาทในสมัยนั้น (ราคาทองสมัยนั้นบาทละ 4,000-6,000 บาทเท่านั้น คิดดูว่าหลวงพ่อท่านให้มากมายขนาดไหน)

จุดนี้เป็น
ข้อมูลที่ถูกบิดเบือนโดยสื่อมวลชนหลายสำนัก เพราะชาวนาระแวกนั้นไม่ใช่เจ้าของที่ เป็นเพียงผู้เช่าที่ ดังนั้นมูลค่าเงินที่วัดให้ จึงไม่สามารถเทียบเท่ากับมูลค่าที่ดินจริงๆ ได้  แต่ข่าวจากสื่อมวลชนเอาจำนวนเงินที่บิดเบือดนี้ไปลงข่าวว่า วัดพระธรรมกายโกงชาวนา เพราะให้เงินชดเชยน้อยกว่ามูลค่าที่ดิน  นี่คือความจริง ที่ไม่เคยถูกออกสื่อ และไม่เคยได้รับการแก้ไขโดยสื่อ


นอกจากนี้ยังมีความโลภของเจ้าของที่เดิม ที่ขอขึ้นราคาที่ดิน 100% จากข้อตกลงเดิม ซึ่งสมัยที่ตกลงซื้อขายและทางวัดฯ ได้รวบรวมกฐิน ผ้าป่า รายปี เพื่อผ่อนซื้อที่ดิน (สมัยนั้นบริเวณดังกล่าว ราคาที่ดินตกไร่ละราว 3-4 หมื่นบาทเท่านั้น) ราคา 2,000 ไร่ จะอยู่ที่ราว 50-60 ล้านบาท  ..ก็ถูกขึ้นราคาไปราว 100 ล้านบาท โดยอ้างว่ามีคนมารอขอซื้อ เพื่อไปทำสนามกอล์ฟ และให้ราคาได้ดีกว่า

แต่ในท้ายสุดด้วยบุญบารมีของคุณยายอาจารย์ อุบาสิกา จันทร์ ขนนกยูง (ผู้ก่อตั้งวัดพระธรรมกาย)  ก็สามารถรวบรวมทรัพย์ที่ได้รับบริจาคจากสารานุศิษย์ จนซื้อที่ดินนี้ได้เป็นผลสำเร็จ
(อ่านต่อเรื่องชาวนาอย่างละเอียดได้ใน บทความปัญหาเรื่องที่ดินระหว่างวัดพระธรรมกาย และชาวนาในช่วงปี พ.ศ. 2527-2532)
ตำนานอคติ 3: หลอกเงินคนทำบุญ เพื่อสร้างสภาธรรมกายสากล+มหาธรรมกายเจดีย์
ช่วงปี 2540-2542 นั่นก็ถือได้ว่า เป็นอีกช่วงที่หนักหน่วงต่อการตกเป็นหน้าข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ และทีวี และในยุคนั้น อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้แพร่หลายในเมืองไทย ยุคนั้นผมยังจำได้ว่า ผมต้องเสียเงินค่าใช้เล่นอินเทอร์เน็ต ชม. ละ 70 บาท และค่าโทรศัพท์อีก 3 บาท**

ที่ต้องเกริ่นไว้แบบนี้ เพราะนักข่าว และสื่อโปเก ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเดลินิวส์ สยามรัฐ บางกอกโพสต์ ผู้จัดการ ข่าวสด ITV (ยุคที่สุภาพ คลี่กระจายบริหาร ซึ่งมีการคอรัปชั่นอย่างมโหราฬ) เขียนข่าวได้ตามอำเภอใจ โดยไม่สนใจว่าความจริงคืออะไร และผู้คนโดยทั่วไป ก็รับรู้ข่าวได้จากทางสื่อหลักๆ เท่านั้น สื่อในยุคนั้น จึงมีอำนาจในการชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้...ตามใบสั่งของผู้มีอำนาจ

ยุคนั้นเป็นยุคที่ทางวัดพระธรรมกายดำเนินการก่อสร้าง สภาพธรรมกายสากล (พื้นที่ 200 ไร่) และ มหาธรรมกายเจดีย์ (กินพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร โดยประมาณ) ต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างราว 3-4 หมื่นล้านบาท ทุกบาททุกสตางค์ มาจากเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาล้วนๆ

สาเหตุที่ต้องสร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่โตนั้น ก็เพื่อเตรียมพร้อมการรองรับพุทธบริษัทสี่ ที่จะเดินทางมาจากทุกสารทิศทั้งจากในประเทศไทยเอง และจากชาวพุทธทั่วโลก

ทางวัดฯ ไม่ได้ขู่เข็น หรือบังคับใดๆ กับผู้บริจาคทั้งสิ้น จะมีก็แต่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาบางราย ที่อาจจะทำงานเอาจริงเอาจังต่อหน้าที่จนอาจล้ำเส้นไปถึงขั้นบังคับ+ขู่เข็ญ คนรอบข้าง ญาติมิตร ลูกน้อง คู่ค้า เพื่อนฝูงไปบ้าง จนลืมรักษาน้ำใจคนรอบข้าง 


ยุคนั้นมีคนเข้าวัดในอาทิตย์ต้นเดือนราวๆ 100,000 คนแล้ว หลวงพ่อธัมมชโย จึงมีดำริให้ก่อสร้างศาสนาสถานให้รองรับคนให้ได้ 1 ล้านคน เพราะวัดมีงบน้อย การก่อสร้าง ควรทำเพียงครั้งเดียว ไม่ควรสร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างใหม่ ตามการขยายตัวของวัด เพราะทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณ และทำให้เสียศรัทธาต่อญาติโยมที่เคยบริจาคมา (คนที่เคยบริจาคศาลา โบสถ์ ตามวัดบางที่ คงทราบดี บางทีสถานที่ก่อสร้างบริจาคในนามชื่อเราทั้งหลัง ถูกทุบโดยไม่บอกกล่าวเราในฐานะผู้บริจาค ทำให้เสียความรู้สึก+ศรัทธา อย่างมาก เพราะการสร้างแล้วรื้อ รื้อแล้วสร้างใหม่ แบบไม่มีแบบแผนการทำงานนั่นเอง)

ทางวัดฯ ไม่ได้ขู่เข็น หรือบังคับใดๆ กับผู้บริจาคทั้งสิ้น จะมีก็แต่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาบางราย ที่อาจจะทำงานเอาจริงเอาจังต่อหน้าที่จนอาจล้ำเส้นไปถึงขั้นบังคับ+ขู่เข็ญ คนรอบข้าง ญาติมิตร ลูกน้อง คู่ค้า เพื่อนฝูงไปบ้าง จนลืมรักษาน้ำใจคนรอบข้าง เลยเป็นที่มาของข่าวหลอกเงินคนทำบุญ และสร้างความไม่พอใจกับผู้คนบางส่วนในสังคม (ที่ขาดความเข้าใจ หรือถูกการชักชวนโดยมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจากลูกศิษย์ของทางวัดฯ เอง)

จำได้ว่าสร้างองค์พระธรรมกายประจำตัว ยุคแรกๆ ต้องร่วมบุญ 10,000 บาทต่อองค์ ในขณะที่ทองคำสมัยนั้น บาทละ 6,000-6,5000 บาทเท่านั้น ถ้าเทียบเป็นมูลค่าเงินสมัยนี้ก็ตกราว 3-4 หมื่นบาทต่อองค์ ซึ่งก็นับว่ามากโขอยู่ สำหรับคนทำงานกินเงินเดือนในระดับทั่วๆ ไป

(คลิกเพื่ออ่านต่อเรื่องการก่อสร้างมหาธรรมกายเจดีย์)
** หมายเหตุ 
 เป็นยุคการใช้อินเทอร์เน็ตแบบ dial-up คือต้องโทรศัพท์เข้าหา ISP ในการใช้อินเทอร์เน็ตแต่ละครั้ง ใช้เสร็จต้องตัดสาย ไม่งั้นจ่ายค่าเล่นเน็ต...บาน
ตำนานอคติ 4: หลวงพ่อธัมมชโย ถูกสั่งให้ปาราชิก จากพระสังฆราช
รายละเอียดไปดูได้ที่นี่พร้อมภาพหลักฐานเลยครับ ถ้าอยากรู้ละเอียดๆ ให้เตรียมเวลาสำหรับอ่านข้อมูลไว้เลยครับราว 2 ชม.

http://buddhism2559.blogspot.jp/2016/04/001.html?m=1

ตำนานอคติ 5: โกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนล้มละลาย
เป็นเหตุการณ์บานปลายเริ่มต้นมาตั้งปี พ.ศ. 2556 - 2559 จนถึงปัจจุบันก็ดูไม่มีทีท่าว่าจะจบสิ้น หรือยุติ
คุณผู้อ่าน สามารถดูในรายละเอียด เรื่องเส้นทางการเงินได้ที่บทความ

http://กรณีธรรมกาย.blogspot.com